tinysocks

นึกอยากเขียนถึงรถไฟฟ้ามาหานะเธอ…

Posted by: tinysocks on: วันศุกร์ 23 ตุลาคม 2009

ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรในนี้มากมาย เขียนครั้งสุดท้ายเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมัยปิดเทอมใหญ่โน่นล่ะมั้ง มาถึงวันนี้ก็ใกล้จะเปิดเทอมสองแล้วก็นึกอยากเขียนขึ้นมา ไม่รู้เป็นเพราะได้อ่าน “เด็กชายเท้าซ้าย นายเท้าขวา” ของทรงกลด บางยี่ขัน ที่เพิ่งได้มาหลังจากไปงานมหกรรมหนังสือหรือเปล่า พอพูดถึงเรื่องการเขียนบอกตามตรงว่าอยากแต่นึกเรื่องที่จะเขียนไม่ค่อยได้หลายๆครั้งนึกแล้วมันตันก็เลยไม่ได้ลงมือเขียน แต่เมื่อมีโอกาสนึกอยากเขียนก็หวังว่าอาจจะมีใครบางคนนึกอยากอ่าน หรือถึงขั้นนึกอยากเขียนขึ้นมาบ้าง

หากย้อนเวลากลับไปคิดว่าวันที่กำลังเขียนเป็นคืนวันเสาร์ที่  17 ตุลาคม 2552 ละกัน เนื่อด้วยตัวผมเองไม่ค่อยได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์มากนะ เรื่องล่าสุดที่ดูคือ Harry Potter and the Half blood prince จะว่านานมันก็นาน ไม่นานก็ไม่นาน แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่หนังเรื่องสุดท้ายที่ผมดูแล้วไม่เผลอหลับในโรงก็ต้องย้อนไปสมัย The Dark Knight โน่นเลยเพราะหลังจากนั้นมาเวลาไปดูในโรงทีไรมักจะเผลอหลับซะทุกทีไม่เว้น Transformers 2 ที่หุ่นเหล็กแปลงร่างมันถล่มกัน ก็ยังอุตส่าห์เผลอหลับจนได้ แล้วอาการที่ว่านี่พักหลังๆเริ่มลามมาถึงการดูหนังในบ้าน บางเรื่องต้องดูไปหลับไป ต้องย้อนกลับมาดูใหม่ กว่าจะจบเรื่องนี่ต้องหลับไป 2-3 ตื่น ช่วงหลังๆเลยเปลี่ยนแนวมาดูพวกซีรีย์บ้างเหตุเพราะตอนมันสั้นดี เวลาดูจะได้ดูให้มันจบตอน ไม่ต้องดูครึ่งเรื่องแล้วกลับมาต่ออีกครึ่งเรื่อง แก้ได้เหมือนกันแต่อย่างว่าแหละครับ พอดูมากๆเข้าก็เริ่มเบื่อแนวการดำเนินเรื่องของซีรีย์เข้าบ้างเหมือนกัน

ทีนี้วกกลับเข้ามาถึงเรื่องที่ทำไมต้องนึกว่าเขียนเรื่องนี้ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2552 ก็เพราะว่าในวันถัดไป เพื่อนๆนัดกันไปดูหนังรอบเย็นของวันอาทิตย์ แล้วหนังเรื่องที่ว่านั้นก็คือ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ที่พี่เคนสุดหล่อของใครหลายๆคนมาเล่นเป็นพระเอกของเรื่องนั่นแหละครับ แต่เนื่องจากันนั้นตอนเช้า-บ่ายผมต้องไปทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษของทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือที่เรียกกันว่า ซียู-เทพ  (CU-TEP) นั่นแหละครับแถมตอนบ่ายยังต้องสอบ ซียู-แอด (CU-AAT) ต่ออีกด้วยเรียกว่าแถมจะมองอะไรเป็นภาษาอังกฤษหมดเลยวันนั้น

หลังจากสอบเสร็จก็เริ่มคิดอีกถึงหนังที่กำลังจะไปดู ” เอ วันนี้ไปดูหนังแล้วจะหลับคาโรงอีกรึเปล่าวะ ” ผมพูดกับตัวเอง เมื่อถึงเวลาฉายบนบัตรภาพยนตร์เราเข้าไปก็เลยเวลาบนบัตรไปแล้ว 10 นาทีรู้ทั้งรู้ว่าเข้าไปต้องเจอโฆษณาอีกแน่แท้ก็ยังอุตส่าห์เข้าไปเพราะที่นั่งอยู่กลางๆเดี๋ยวเข้าไปช้าแล้วจะลำบากคนอื่นเขา เข้าไปนั่งทนดูโฆษณาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ” เฮ้ย เดี๋ยวนี้มันโฆษณากันนานขนาดนี้แล้วหรอ ” ผมคิดคนเดียวอยู่ในใจ หลังจากเราเคารพเพลงสรรเสิรญพระบารมี กันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาดูหนัง ผมขอข้ามเนื้อเรื่องไปเลยแล้วกันให้คุณๆลองไปดูกันเอง ระหว่างการชมก็มีเสียงอันไม่พึงประสงค์บ้างประปราย แต่ก็เข้าใจเป็นเรื่องปกติของหนังสไตล์นี้อยู่แล้ว มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการดูหนังในโรงภาพยนตร์อยู่เหมือนกันนะ เมื่อหนังจบผมพบว่าวันนั้นผมดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้จนจบโดยที่ไม่เพลอรับนับตั้งแต่อัศวินรัตติกาลในตอนนั้น ทั้งๆที่หนังไม่ได้มีอะไรที่น่าจดจำมากนะ เรียกว่าเป็นหนังรักทั่วไป แต่ก็ยังคงความฟีลกู้ดของ GTH อยู่ บวกกับขายดาราที่เป็นพ่อคนแล้วอย่าง เคน-ธีรเดชนั่นเอง ด้านการแสดงยังมีฉากที่ใช้อารมณ์บางฉากที่มันยังทำได้ไม่สุด แต่ทำไมล่ะ ทำไมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมใช้สมาธิในการดูไปกับมันตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงได้ทั้งๆที่วันนั้นผมน่าจะเหนื่อยกับการสอบทั้งวัน น่าจะเพลียกว่าวันอื่นด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าถึงแม้หนังมันจะไม่ถึงขั้นคำว่า “ดี” ในสายตาผมก็ตามแต่มันก็มีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดให้ผมดูจนจบ จนตอนนี้ผมก็ยังคิดไม่ออกว่าเพราะอะไร ไว้วันไหนคิดออกแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

ทีนี้เมื่อผ่านพ้นวันนั้นมาผมก็ได้ฟังวิทยุซึ่งเปิดเพลงโปรดส่งใครมารักฉันที(เพลินจิต) กันแบบทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้ อีกทั้งกระแสของหนังเรื่องตามเว็บบอร์ดทั่วไปมีจำนวนมาก แม้กระทั่งควิซใน facebook ก็ผุดขึ้นมามากมาย ไม่รู้จะเหมาะหรือเปล่าถ้าผมจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นกระแสได้ขนาดนี้เพราะ เคน-ธีรเดช  หากพระเอกไม่ใช่เคนแล้วหนังเรื่องนี้จะมีกระแสแรงขนาดนี้หรือเปล่า? แต่อย่างน้อยก็ต้องยอมรับว่าหนังเรื่องนี้สร้างกระแสได้มากมายมากกว่าหนัง GTH หลายๆเรื่องที่ฉายในปีนี้อย่างหนีตามกาลิเลโอ ความจำสั้นแต่รักฉันยาว หรือบางทีอาจจะไปได้ไกลกว่า 5 แพร่งด้วยซ้ำไป

ปล.อยากจะบอกว่าไปดูหนังเรื่องนี้เพราะว่าอยากฟังเฉลียงในโรงภาพยนตร์เท่านั้นเอง : )

ปล.2 เดี๋ยวไว้จะมาเขียนถึงเฉลียงและละครเวทีเร่ขายฝันหากมีโอกาส

tinysocks

23 ตุลาคม 2552 17.37 น. @ Home

หลายๆคนมี “ความฝัน” และมี “ฝัน” ซึ่งแม้มันจะคล้ายๆกันแต่ก็ต่างกัน “ความฝัน” คือสิ่งที่เราใฝ่ สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราอยากจะเป็น อยากจะมี แต่ “ฝัน”  คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยจิตใต้สำนึกหรืออะไรก็แล้วแต่(ไม่้รู้อ่ะ) ซึ่ง “ฝัน” จะเกิดขึ้นในช่วงที่เราผ่อนคลายมากที่สุด คือ ช่วงที่เรานอนหลับพักผ่อนนั่นเอง 

“ฝัน” มีทั้ง “ฝันดี” และ “ฝันร้าย” บางครั้งก็เกิดสิ่งดี ทำให้ “ความฝัน” ของเราเป็นจริงใน “ฝัน”  หรือในบางครั้ง “ฝัน” ก็ก่อเรื่องร้ายๆได้เหมือนกัน เวลาตื่นขึ้นมาเหงื่อแตก ตัวร้อน สะ้ดุ้ง แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร? ถ้าถามเราเราคิดว่า “ฝัน” นั้นเกิดจากสมองของเราสร้างภาพขึ้นมาเหมือนกับเราดูภาพยนตร์ 4 มิติ หรือ เหมือนกับว่าเราหลุกเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึง ซึ่งบางครั้ง “ฝัน” ของเราก็อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งปวง และเรายังคงมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับว่าเราได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ “รู้สึกไม่ได้หมายความว่าได้สัมผัส” บางสถานที่หรือบางเหตุการ์เราเคยพบหรือเคยเห็นมาก่อน ในบางครั้งเราคิดว่าไม่เคยแต่จริงๆแล้วเราคิดว่ามันเกิดจากจินตนาการจากสิ่งที่เราเห็นเคยเจอมาก่อนแล้วมายำรวมกันมากกว่า (เราไม่เชื่อว่าเราจะจินตนาการถึงสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนได้ หรือถถ้าได้เราก็ยังไม่เคยเจอ) ในบางครั้ง “ฝัน” ทำให้เรา “ฝัน” ถึงผู้คนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะผ่านเข้ามาในช่วงเสี้ยววินาทิของชีวิตเราก็ตาม เมื่อเราตื่นขึ้นจาก “ฝัน” ทำให้เรานึกเอะใจว่าทำไมเราถึงฝันถึงคนเหล่านั้นทั้งๆที่เราลืมเขาหรือเธอเหล่านั้นไปนานมากแล้ว

“เราคิดว่าการ “ฝัน” ก็เหมือนกับการชมภาพยนตร์ เมื่อเราชมภาพยนตร์(ฝัน)จบ ถ้ามันดีเราก็จะจำแล้วเก็บไปคิด แต่ถ้าไม่มันก็เหมือนกับการชมภาพยนตร์ห่วยๆแล้วเราก็ลืมมันไปเมื่อเราออกจากโรงภาพยนตร์(ฝัน)

ด้วยความที่สงสัย เำคยได้ถามหลายๆคน บางคนจำเรื่องราวใน “ฝัน” ที่เราเพิ่งฝันได้ ในขณะที่บางคนไม่ หลายคนบอกว่าไม่เคยฝัน ทีนี้พอได้ถามกับคนทีที่มี “ฝัน” บางคน “ฝัน” เป็นภาพสี บางคน “ฝัน” เป็นภาพขาวดำ สำหรับเราใน “ฝัน” เมื่อเราได้เจอกับผู้คนที่เราเคยเห็นหน้าแต่ไม่เคยได้ยินเสียงจริงๆ ใน “ฝัน” ผู้คนเหล่านั้นใน “ฝัน” จะไม่ส่งเสียงอะไรออกมาเลย มันเหมือนกับว่าเสียงของคนเหล่านั้นเราไม่เคยได้ยินมาก่อน สมองมันเลยหาเสียงที่จะนำมาแทนเป็นเสียงจินตนาการออกมาไม่ได้ บางครั้งคนเหล่านั้นเป็นเพียงตัวประกอบ บางครั้งก็เป็นตัวเอก แต่เราไม่สามารถพูดคุยกับคนเหล่านั้นได้เลย อึดอัดใช่เล่น… 

ด้วยเหตุนี้เราจึงตั้งสมมติฐานที่ว่า “ฝัน”นั้นเกิดจากประสบการณ์ที่เราเคยเห็น เคยทำ เคยพบ เท่านั้น สิ่งใดที่เราไม่เคยทำ/เห็น/พบ เราจะไม่สามารถฝันถึงหรือรู้สึกได้เลย ยกตัวอย่างเช่น เราฝันว่าโดนงูกัด งูรัด อะไรพวกนี้คือเรารู้ว่าใน “ฝัน” เราโดนงูกัด งูรัด แต่ถามว่ารู้สึกอะไรบ้างไหม…. มันไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือปวดใดๆเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะเราเห็นมันจากภาพยนตร์หรือสารคดีมากว่าเราจึงไม่รู้ว่า งูกัด งูรัด มันเจ็บยังไงอย่างไรก็ตามมันเป็นเพียงแค่สมมติฐาน ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ หรืออาจมีคนพิสูจน์แล้ว(แต่เราไม่รู้) บางคนอาจจะมี “ฝัน” ที่ไม่เหมือนเรา แต่ “ฝัน” ของคุณเป็นอย่างไรมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็ได้นะ…

When we are dreaming alone it is only a dream. When we are dreaming with others, it is the beginning of reality. - DOM HELDER CAMARA

tinysocks

21 เมษายน 2552 16.09 น. @ B3V3

ความกลัว(โปรดระวังถุงเท้าคู่นี้!)

Posted by: tinysocks on: วันจันทร์ 6 เมษายน 2009

        ก่อนอื่นเลยต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า นี่เป็นงานเขียนชิ้นแรกๆของเรา แม้ว่าจะเคยพยายามมาหลายครั้งหลายคราแล้วก็ตาม เอาง่ายๆแค่ลองคิดเล่นๆดูนับๆแล้วก็เคยทำ บลอก มาประมาณ 5 ครั้งได้แล้วทั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ exteen,wordpress,bloggang หรือแม้แต่ twitter จะมีอยู่ 2 อย่างที่ดังๆอยู่ในตอนนี้แต่ไม่ได้เล่นคือ hi5 กับ facebook  ลองมาหลายที่แล้วแต่ไม่วาย นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรลงไปดี เปลี่ยนแนว เปลี่ยนธีม ย้ายที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ขาดๆหายๆ บางทีมีอารมณ์อยากเขียนแต่ก็เลิกทำ บลอก ไปแล้วหรือบางทีนึกอยากทำ บลอก แต่เรื่องที่เคยคิดๆไว้มันก็เลือนหายไปตามกาลเวลา เราว่ามันแปลกดีนะ

          น่าจะเข้าหัวข้อเรื่องได้แล้วล่ะนะมาถึงตรงนี้ เริ่มเขียนเรื่องแรกก็เลือกเรื่องที่มันมืดๆเลย คือเราเชื่อนะว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้เนี่ย ต่างล้วนก็มีความกลัวกันทุกคน(ตัว) พูดถึงเรื่องความกลัวนี่มันก็พูดยากนะ เพราะแต่ละคน(ตัว)ล้วนมีความกลัวที่แตกต่างกันออกไป อาจมีบ้างบางครั้งที่เราอาจจะกลัวในสิ่งเดียวกัน แต่ว่าความกลัวคืออะไร?

สำหรับเรา เราว่าความกลัวนั้นคือ ความรู้สึกที่เราสร้างมันขึ้นมาจากจิตใจหรือจากสมองของเราก็ตามที ความกลัวเป็นความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้แต่เราสัมผัสได้ว่ามันมีอยู่ เรารู้ตัวเองว่าเรากลัวหรือไม่กลัวอะไร สำหรับเรา เราขอแบ่งความกลัวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ แล้วกัน คือ 1.ความกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่สามารถจับต้องได้ และ 2.ความกลัวในสิ่งเรามองเห็นด้วยตา ซึ่งเราว่าไอ้ความกลัวประเภทแรกนี่แหละที่น่ากลัวกว่าแบบที่สอง 

          เราเชื่อนะว่าความกลัวในสิ่งที่เรามองเห็นได้ด้วยตา เราสามารถที่จะแก้ไข พยายามทำความเคยชินไปกับมันได้ เช่นการกลัวแมลงพวกแมลงสาบ แมงมุม จระเข้ งูและอื่นๆอีกมากมาย ลองสังเกตดูสมมติว่าเรากลัวแมลงสาบ แต่พอเราอยู๋ไปใช้ชีวิตไปนานๆเข้าก็เจอกับแมลงสาบเข้ามาในชีวิตบ่อยมาก ในตอนที่เราเป็นเด็ก เราอาจจะกลัวแบบเจอแมลงสาบทีนี่ต้องวิ่งหนีขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วกู่ประกาศดังลั่นห้องว่า “เฮ้ย ระวังแมลงสาบ!!” แต่เมื่อเราโตขึ้น เราก็ยังคงเห็นไอ้แมลงสาบแบบที่พวกเราเคยกลัวเหมือนเดิมกับแบบที่เห็นในวัยเด็กแต่เราก็เริ่มที่จะรู้สึกเฉยๆไปกับมัน เพราะเรารู้ว่ามันไม่ได้ทำอันตรายกับเราและอีกอย่างมันก็เป็นเพียงแมลงตัวเล็กที่เทียบกับขนาดของเราแล้วมันคงเปรียบเหมือนกับเราเป็นยักษ์ มันควรจะกลัวเรามากกว่าที่เราจะกลัวมัน… ความกลัวประเภทนี้จะเห็นว่าอาศัยประสบการณ์และเวลาจะช่วยให้เราหายกลัวสิ่งเหล่านี้ได้

          มาถึงความกลัวในประเภทแรกนี้ น่าคิดนะ ความกลัวในสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นเนี่ย เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ตอนไหนเวลาไหน อยู่ๆนึกจะเกิดมันก็เกิดกลัวขึ้นมา ความกลัวพวกนี้ก็เช่น กลัวผี กลัวคาวมคิด กลัวจะรู้ว่าค้าคิดยังไงกับเรา กลัวเหงา ความกลัวประเภทนี้แก้ยาก เพราะว่ามันเหมือนฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา แต่ก็มีบางครั้งที่ความกลัวประเภทนี้ที่มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ทำให้เรากลัวอีก เราว่าสาเหุของความกลัวที่ตาเรามองไม่เห็นเนี่ย มันเกิดจากการที่เราฟังตามๆกันมา อ่านเจอ จากจินตนาการหรืออาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตก็ได้ มันก็พูดยากนะ แต่ความกลัวประเภทนี้เมื่อมันมีตัวแปรอื่น้ามาเกี่ยวข้อง มันสามารถทำให้เราหายกลัวได้เลยนะ เช่น กลัวผีเวลาตอนดึกๆอยู่คนียวมันน่ากลัวกว่าการอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อนนะ อาจเป็นเพราะว่าเวลาเราอยู่กันเป็นกลุ่มมักจะมีเสียงแทรกตลอกเวลาทำให้เราอุ่นใจขึ้นเวลามีคนอยู่รอบข้าง หรือบางทีเวลาที่เรากลัวที่จะทำอะไรบางอย่างถ้าหากมีเพื่อนอยู่ด้วยล่ะก็มันก็ช่วยให้ความกลัวเหล่านั้นลดลงหรือหายไปได้

                    ”คำว่ากลัวกับไม่กล้า หรือคำว่ากล้ากับไม่กลัว เนี่ยเราว่ามันคล้ายๆกันนะ”

          เรามักเจอบ่อยๆเวลาที่เรากลัวอะไร เรามักจะเจอไอ้สิ่งที่เรากลัวหลายๆครั้งในชีวิต เช่นวันนี้กลัวฝนจะตกจริงๆเลยซื้อขงมาเยอะแยะ กลัวไปกลัวมามันเลยตกจริงๆซะเลย หรือเวลาเรียนหนังสือคุณครูจะเรียกหาคานมาตอบคำถามเวลาบอกว่ากับตัวเองว่า อย่าให้โดนกูเลยเถอะ จากนั้นคุณครุก็จะเรียกเราขึ้นมาตอบ ราวกับได้ยินสิ่งเราบอกกับตัวเอง หรืออย่างนักฟุตบอลพวกที่กลัวว่าจะเตะจุดโทษเข้าไหมเนี่ยพวกนี้เชื่อได้เลย 80% ว่าเตะไม่ข้าชัวร์ แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ยังไ งก็ไม่ได้เจอกับสิ่งเรากลัวนั้น ก็คือเรื่อง การกลัวที่จะเข้าไปคุยกับผู้หญิง :p 

          ทีนี้เราลองมองย้อนกลับไปดูช่วงเวลาที่ชีวิตเราผ่านมาเนี่ยมีอะไรบ้างที่เรากลัวและไม่กลัวและความกลัวเหล่าันั้นมันส่งผลอย่างไรต่อชีวิตเราในวันนี้บ้าง การกลัวบางอย่างส่งผลดีต่อชีวิตในขณะเดียวกัวกันการที่เราไม่กลัวอะไรเลยในชีวิตใช่ว่าจะส่งผลดีต่อตัวเราเสมอไป

 

“He has not learned the lesson of life who does not every day surmount a fear.  -Ralph Waldo Emerson”

tinysocks

6 เมษายน 2552 20.29 น.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.